สาระน่ารู้ : เลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาไหลจมูก (Epistaxis) เลือดกำเดาไหลหรือเลือดออกจมูก ( Epistaxis หรือ Nosebleed ) หมายถึง ภาวะที่มีเลือดออกจากโพรงจมูก โดยมากเลือดกำเดาไหลจะเกิดขึ้นที่บริเวณผนังกั้นจมูกด้านหน้า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดแดงหลายเส้นมาบรรจบกันเป็นร่างงแหหรือเป็นตาข่าย เมื่อหลอดเลือดเหล่านี้มีการแตกทำลายหรือเกิดการฉีกขาดก็จะทำให้มีเลือดสด ๆ ไหลออกจากทางรูจมูก เลือดกำเดาไหล แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม

• กลุ่มที่มีเลือดออกจำนวนน้อย ๆ และหยุดไหลได้เอง กลุ่มนี้มักพบในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ที่อายุยังน้อย ซึ่งจะมีเลือดออกมาจากส่วนหน้าของโพรงจมูก

• กลุ่มที่มีเลือดออกจากจมูกจำนวนมากและไม่สามารถหยุดไหลได้เอง มักพบในผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคความดันโลหิตสูง วิธีรักษาเลือดกำเดาไหล หลักสั้น ๆ จำง่าย ๆ เมื่อเลือดกำเดาไหล คือ “บีบจมูก นั่งหลังตรง ก้มหน้าเล็กน้อย อ้าปากหายใจ” ให้ผู้ป่วยนั่งหลังตรงและก้มหน้าเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบ (กด) ปีกจมูกทั้ง 2 ข้างเข้าหากันในแนวกลาง โดยหนีบบริเวณผนังกั้นจมูกเอาไว้เพื่อกด จุดเลือดออกเป็นเวลาประมาณ 5-10 นาที แล้วค่อยคลายออก และในระหว่างนี้ให้หายใจทางปากแทน แต่ถ้ายังไม่ได้ผลให้ทำซ้ำอีกครั้งเป็นเวลานาน 10 นาที

• ห้ามเงยหน้าหรือเอนตัวลงนอน แต่ให้นั่งหลังตรง (การนั่งหลังตรงจะช่วยให้บังคับให้ปริมาณและความแรงของเลือดลงลงเพราะศีรษะอยู่สูง) และก้มหน้าลงเล็กน้อย (เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลลงคอ ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองและสำลักเลือด เลือดจะออกมากขึ้น และเลือดอาจเข้าไปในปอดก่อให้เกิดปอดอักเสบตามมาได้)

• ทำให้ตัวเย็นลง โดยการประคบเย็นที่บริเวณสันจมูก หรือ บริเวณหน้าผากและคอร่วม แล้ว “การอมน้ำแข็งเอาไว้ในปาก” จะช่วยลดอุณภูมิได้เร็ว

• ใช้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของออกซีเมตาโซลีน (Oxymetazoline) ซึ่งตัวยาจะช่วยทำให้หลอดเลือดในโพรงจมูกหดตัว โดยให้หยดยาประมาณ 1-2 หยดลงบนก้อนสำลี แล้วใส่ก้อนสำลีเข้าไปในโพรงจมูก บีบจมูกอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 10 นาที ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังนี้

• เลือดไหลไม่หยุดภายใน 20-30 นาที

• เลือดกำเดาไหลภายใน 24 ชั่วโมง

• เลือดออกมากผิดปกติจนรู้สึกวิงเวียน มึนงง ซีด อิดโรย เหงื่อออกมาก ใจสั่น เป็นลม

• เลือดกำเดาออกบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง ซึ่งชวนให้สงสัยว่ามีสาเหตุที่ร้ายแรง เช่น เนื้องอกหรือมะเร็งในจมูก ไซนัส หรือโพรงหลังจมูก

• เลือดกำเดาไหลที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น การถูกกระแทกด้วยของแข็งที่จมูกอย่างรุนแรง

• หากหายใจลำบากโดยเฉพาะเมื่อเลือดไหลลงคอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือไอได้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อการหายใจ

• มีประวัติเป็นโรคเลือดหรือมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

• เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคตับและไต

• เด็กที่ขณะเป็นเลือดไข้เลือดออก เพราะเมื่อมีเลือดกำเดาไหล เลือดมักไม่หยุดเองง่าย ๆ

• เมื่อใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟารีน (Warfarin) หรือยาแอสไพริน

แหล่งข้อมูล : สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน สพฉ. นำเสนอโดย : ทัศนียา ทำมา